bg-head-3

ข่าวสาร

เปิดผลตอบแทน‘การเงิน-ศก.’โครงการลงทุนรถไฟไทย-จีน

 

มีคำถามถึงความคุ้มค่าของโครงการซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมทั้งนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  ย้ำว่าจะเกิดความคุ้มค่าได้ต่อเมื่อมีการลงทุนพัฒนาพื้นที่รอบสถานีในเชิงพาณิชย์

กระทรวงคมนาคมได้เสนอผลการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงินและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโครงการให้กับที่ประชุมครม. รับทราบ ในส่วนของผลตอบแทนทางการเงิน จะเกิดขึ้นเมื่อมีการพัฒนาเมืองและการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit Oriented Development :TOD) ตลอดแนวเส้นทาง

ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่าโครงการรถไฟไทย -จีน ช่วงกรุงเทพฯ - นครราชสีมา ระยะทาง 253 กิโลเมตร มี 6 สถานี มีศูนย์ซ่อมบำรุงและควบคุมการเดินรถตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟเชียงรากน้อย ทั้ง 6 สถานี ประกอบด้วย สถานีกลางบางซื่อ สถานีดอนเมือง สถานีอยุธยา สถานีสระบุรี สถานีปากช่อง และสถานีนครราชสีมา จะมีการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ 3 สถานี เพื่อให้โครงการมีความคุ้มทุนมากขึ้น ได้แก่ สถานีสระบุรี สถานีปากช่อง และสถานีนครราชสีมา

ทั้งนี้ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการฯในลักษณะการจัดตั้ง “บริษัทเฉพาะกิจ” เพื่อดำเนินการพัฒนาที่ดิน (Land SPV) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)ในฐานะผู้ถือหุ้นใน SPV จำเป็นต้องหารือกับผู้ร่วมถือหุ้นรายอื่นๆ เช่น กระทรวงการคลัง และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และบริษัทเฉพาะกิจเพื่อบริหารจัดการ และซ่อมบำรุงรถไฟความเร็วสูง (HSR SPV) กระทรวงคมนาคมจะศึกษารายละเอียดต่อไป

จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า งบประมาณในการลงทุนโครงการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงจะอยู่ในงบประมาณ 1 แสนล้านบาท จะทำให้ผลตอบแทนทางการเงินโครงการมีค่าเป็นบวกได้ในสัดส่วน 2.56% เนื่องจาก ผลตอบแทนโครงการรถไฟความเร็วสูง มีผลตอบแทนมูลค่าโครงการปัจจุบันสุทธิ(NPV)-59,286 ล้านบาท แต่เมื่อมีการลงทุนเพิ่มพัฒนาสถานีรถไฟความเร็วสูงประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือเพิ่มมูลค่าโครงการจาก 1.79 แสนล้านบาท เป็น 279,413 ล้านบาท จะมีผลตอบแทนจากการพัฒนาพื้นที่รอบสถานี 8% เมื่อรวมทั้งสองส่วนผลตอบแทนรวมจะอยู่ที่2.56%

โดยรฟท.วิเคราะห์แล้วว่ากรณีที่มีการประมาณการผลดำเนินงานผิดพลาด 20% ของโครงการ โครงการนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้หากมีการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์  

ส่วนการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจ กระทรวงคมนาคมใช้วิธีการวิเคราะห์ผลประโยชน์ทางตรงและผลประโยชน์ทางอ้อม ตลอดอายุโครงการ (2564-2594) ผลประโยชน์ทางตรง ได้แก่ มูลค่าของการประหยัดเวลาในการเดินทาง มูลค่าของการประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้รถ มูลค่าการประหยัดจากการกำจัดมลพิษ มูลค่าความสูญเสียเนื่องจากอุบัติเหตุที่ลดลงของโครงการ พบว่าได้อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Wider Economic Benefit) รวมถึงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ การพัฒนาพื้นที่รอบสถานี และการพัฒนาเมืองอยู่ที่ 11.68% หากคิดเฉพาะกรณีฐานจะได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 8.56% โดยการคำนวณผลตอบแทนทางเศรษฐกิจยังไม่รวมการพัฒนาโครงการช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ที่จะก่อสร้างในระยะต่อไป 

ผลประโยชน์ทางอ้อม ได้จากการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคด้วยรถไฟความเร็วสูง ทำให้เกิดการกระจายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจากส่วนกลางไปยังภูมิภาค เป็นการพัฒนาเมืองอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจของเมืองไปยังพื้นที่ 4 จังหวัดพื้นที่โดยรอบสถานี และพื้นที่จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย ล้วนเป็นเมืองหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การพัฒนาเมืองตลอดแนวเส้นทาง  ถือเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เมื่อมีโครงข่ายที่สมบูรณ์จะเกิดการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคอาเซียนกับประเทศจีน ส่งผลให้ไทยเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค 

กระทรวงคมนาคม มองว่าการพัฒนาโครงการเส้นทางรถไฟความเร็วสูง จะเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่โอกาสการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ส่งผลต่อเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ อาทิโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับประเทศ เป็นการเชื่อมโยงโอกาสทางการเจริญเติบโตของกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีระดับสัดส่วนมูลค่า 47% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไปสู่จังหวัดในโครงข่ายการพัฒนาในการพัฒนา อย่าง อยุธยา สระบุรี นครราชสีมา สำหรับการพัฒนาโครงข่ายในระยะแรก และนำไปสู่การเขตจังหวัดขอนแก่นอุดรธานี และหนองคาย กลุ่มจังหวัดใกล้เคียงในระยะที่ 2  เป็นการเชื่อมโยง พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) 

โอกาสแห่งการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างประเทศ โดยพัฒนาโครงข่ายเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ -นครราชสีมา นำไปสู่การเริ่มต้นของการพัฒนาโครงข่ายระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา - หนองคาย  เป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟด้านทิศเหนือ-ใต้ของอาเซียน กับประเทศจีนตอนใต้ ตามแนวเส้นทางรถไฟสิงคโปร์-คุนหมิง เป็น Gateway ประตูกลุ่มประเทศศูนย์กลางด้านการคมนาคมขนส่งทางบกของไทยในกลุ่มประเทศอาเซียน  เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายคมนาคมเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน (One Belt One Road) เชื่อมไปสู่กลุ่มประเทศที่สำคัญผ่านโครงข่ายคมนาคมในประเทศจีนในอนาคต   

เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่าการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาสถานีรถไฟความเร็วสูงเพื่อให้ได้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เป็นเรื่องที่ภาครัฐควรจัดสรรงบประมาณลงทุนแม้วงเงินจะสูงถึง 1 แสนล้านบาท แต่จะสร้างความคุ้มค่าในระยะยาว โครงการในลักษณะนี้มีตัวอย่างให้เห็นในหลายประเทศว่า เมื่อภาครัฐลงทุนตัวสถานีแล้วภาคเอกชนก็จะมาลงทุนในโครงการต่อเนื่อง  โครงการในลักษณะนี้ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและวัสดุจากต่างประเทศสามารถใช้วัสดุ แรงงาน และวิศวกรในประเทศในการควบคุมงานได้

“การลงทุนในลักษณะนี้ภาครัฐลงทุนได้และมีความคุ้มค่าเพราะใช้ local content ทั้งหมด รัฐลงเงินไปแสนล้านเงินก็หมุนเวียนในประเทศและลงไปในพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของสถานีในต่างจังหวัด ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปยังท้องถิ่น หากมีโครงการลักษณะแบบนี้ภาคเอกชนก็จะไปลงทุนต่อเนื่องในโครงการต่างๆ เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า เหมือนกับที่เห็นในต่างประเทศว่า จะมีการลงทุนในลักษณะนี้เมื่อมีการพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์รถไฟความเร็วสูง” เจน กล่าว

 

ที่มา คมชัดลึกออนไลน์