bg-head-3

บทความ

จีนศึกษา 11 ม.ค.2561 เรื่อง "ขอนำเสนอข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับผลประโยชน์ร่วมระหว่างไทยกับจีนที่จะได้รับจากการประชุมระดับผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 2" โดยพันเอก ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล

     จีนศึกษา (วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ ม.ค.๖๑) ขอนำเสนอข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับผลประโยชน์ร่วมระหว่างไทยกับจีนที่จะได้รับจากการประชุมระดับผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๐ ม.ค.๖๑ ณ ประเทศกัมพูชา โดยมีผู้นำ ๖ ประเทศได้แก่ จีน ไทย กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนามจะเข้าร่วมการประชุม ภายใต้หัวข้อ "แม่น้ำสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน" มุ่งเน้นการไปสู่เป้าหมายที่เป็นรูปธรรมใน ๕ เรื่องสำคัญ คือ ความเชื่อมโยงเศรษฐกิจข้ามพรมแดน การใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกัน การพัฒนาศักยภาพในการผลิต การทำเกษตรรูปแบบใหม่ และการลดความยากจน  ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ 

 

๑. นับตั้งแต่เดือน พ.ย.๕๗ นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนได้เข้าร่วมการประชุมผู้นำจีน–อาเซียนครั้งที่ ๑๗ และกล่าวว่าสนับสนุนข้อริเริ่มการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง–แม่น้ำล้านช้างที่เสนอโดยรัฐบาลไทย รวมทั้งได้เสนอให้สร้างกลไกความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ซึ่งข้อเสนอนี้ได้รับการตอบรับสนับสนุนจากประเทศทั้งหลายในอนุภูมิภาคนี้ โดยเมื่อวันที่ ๒๓ มี.ค.๕๙ ได้มีการจัดการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง ขึ้นเป็นครั้งแรก ที่เมืองซานย่า มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ของจีน และกรอบความร่วมมือนี้ ทำให้ประเทศในลุ่มแม่น้ำนี้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะสำหรับไทยกับจีน โดยเป็นพลังในการขับเคลื่อนใหม่ของการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-จีน กล่าวคือ

      ๑.๑ ได้ผลักดันให้โครงการความริเริ่ม “ หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง”(Belt and Road Initiative : BRI) หรือ (One Belt, One Road : OBOR) ของจีน ไปเชื่อมต่อกับแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยได้อย่างดี อาทิ แผนการพัฒนา "ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC" และ “ไทยแลนด์ ๔.๐” เป็นต้น สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของกลไกความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ซึ่งประเทศไทยสนับสนุนและยินดีเข้าร่วมการโครงการความริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง"

      ๑.๒ ในปัจจุบัน ทั้งไทยและจีน ก็สามารถที่จะหารือปัญหาที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการเชื่อมโยงโครงการหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง ของจีน กับแผนการพัฒนาของไทย โดยเฉพาะการเร่งดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงระหว่างไทยกับจีน และโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่นๆ ที่จะผลักดันความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการผลิตระหว่างไทยกับจีน เช่น ในนิคมอุตสาหกรรมระยองที่นักธุรกิจสองประเทศร่วมกันสร้างขึ้นนั้น ได้ให้ความสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องจักรและพลังงานใหม่ ปัจจุบันมีนักธุรกิจจีนไปลงทุนสร้างโรงงานกว่า ๘๐ แห่ง

      ๑.๓ การที่รัฐบาลไทยได้กำหนดเป้าหมายสำคัญด้านอุตสาหกรรมการผลิต ๑๐ รายการ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเดิมที่ได้รับการต่อยอด ๕ รายการ ได้แก่ (๑) อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต (๒) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (๓) การเกษตรและเทคโนโลยีระดับสูง (๔) การแปรรูปอาหาร และ (๕) การท่องเที่ยว รวมทั้งได้สนับสนุนให้เกิดอีก ๕ อุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ ได้แก่ (๖) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (๗) การบินและอากาศยานครบวงจร (๘) การแพทย์และการดูแลสุขภาพครบวงจร (๙) ไอโออีโคโนมี และ (๑๐) เทคโนโลยีดิจิตอล เป็นต้น อันจะเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในอนาคต ซึ่งเป้าหมายด้านอุตสาหกรรมของไทยเหล่านี้ มีความสอดคล้องกับแผนการกระชับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการผลิตระหว่างประเทศของจีน โดยที่จีนสามารถที่จะช่วยประเทศไทยยกระดับการพัฒนาของอุตสาหกรรมการผลิตดังกล่าวให้สูงขึ้น 

      ๑.๔ กลไกความร่วมมือนี้ ยังจะผลักดันการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและมนุษยชาติ ระหว่างจีนกับไทยให้ก้าวสูงขึ้นอีกขั้น โดยพาะในปีหลังๆ นี้ ความร่วมมือด้านนี้นับวันมากขึ้น ปี ๒๐๑๗ (พ.ศ.๒๕๖๐) นักท่องเที่ยวจีนมาไทยเกินกว่า ๙๐ ล้านคน นักศึกษาจีนที่ไปเรียนในไทยมีกว่า ๓๐.๐๐๐ คน และสำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีนักศึกษามาเรียนในจีนมากเป็นอันดับ ๓ ของโลก ในขณะที่มีนักศึกษาไทยไปเรียนในจีนกว่า ๒๐,๐๐๐ คน 

 

๒. สำหรับการประชุมระดับผู้นำในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไทยได้เสนอทิศทางความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ประกอบด้วย

      ๒.๑ ควรส่งเสริมให้อนุภูมิภาคนี้มีความทันสมัย ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม มีความเป็นเลิศด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรมนุษย์ และลดช่องว่างทางการพัฒนาระหว่างกัน 

      ๒.๒ เป็นกลไกหลักสนับสนุนให้อนุภูมิภาคนี้ สร้างความเข้มแข็งจากภายใน เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก 

      ๒.๓ การเชื่อมโยงในภูมิภาคเป็นเครื่องมือสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสมดุล โดยไม่ละเลยกลุ่มประชาชนผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ห่างไกล 

      ๒.๔ ไทยสนับสนุนการจัดทำระเบียงเศรษฐกิจแม่โขง - ล้านช้าง และผลักดันให้ระเบียงเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคเชื่อมต่อเข้ากับระเบียงเศรษฐกิจของภูมิภาคอื่นๆ 

      ๒.๕ ไทยเห็นพ้องกับจีนที่เสนอให้ขยายสาขาความร่วมมือของกรอบเอ็มซีแอล จาก 3+5 เป็น 3+5+X โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพร้อมของประเทศสมาชิกทุกประเทศ และ "จิตวิญญาณแห่งความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี" โดยสาขาที่สามารถขยายความร่วมมือร่วมกันในอนาคตได้แก่ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การท่องเที่ยวและการศึกษา เป็นต้น

 

บทสรุป ในการเข้าร่วมประชุมระดับผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไทยได้เน้น  ๔ ประเด็นหลักคือ (๑) การพัฒนากรอบความร่วมมือให้ทันสมัยมากขึ้น (๒) ส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างกรอบแม่โขง-ล้านช้างกับแนวคิดหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (๓) สนับสนุนให้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้อนุภูมิภาคเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และ (๔) การพัฒนาแบบยั่งยืนผ่านการใช้เครื่องมือที่ทันสมัย และยกระดับความร่วมมือด้านน้ำระหว่างประเทศสมาชิก ให้ได้รับประโยชน์ร่วมกัน บนพื้นฐานของความรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้ภาคการเกษตรของแต่ละประเทศมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการหารือในประเด็นการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน ซึ่งมีเอกสารผลลัพธ์การประชุม ๒ ฉบับ ได้แก่ แผนปฏิบัติการระยะ ๕ ปี แม่โขง-ล้านช้าง พ.ศ.๒๕๖๑-๒๕๖๕ และปฏิญญาพนมเปญ ที่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้นำ ที่จะมุ่งสนับสนุนกรอบความร่วมมือให้บรรลุเป้าประสงค์ของการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประชาชนในประเทศลุ่มน้ำโขง และในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีของไทยได้พบหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา รวมทั้งได้พบหารือกับ นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีของจีนด้วย

 

ประมวลโดย :

พันเอก ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล

 

( ข้อมูลจากเว็บไซต์ http://thai.cri.cn/247/2018/01/08/232s262736.htm และเว็บไซต์ http://www.tnamcot.com/view/5a54c3ece3f8e420a6434828 รวมทั้งเว็บไซต์ http://thai.cri.cn/247/2018/01/03/62s262560.htm และเว็บไซต์ http://thai.cri.cn/247/2018/01/02/301s262515.htm ตลอดจนเว็บไซต์ http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=158585&t=news และเว็บไซต์ http://www.thainews.easybranches.com/news/politics/187890 รวมถึงเว็บไซต์ http://www.naewna.com/politic/313558 )